สิทธิการได้รับเงินและองค์ประกอบของเงิน
1. สิทธิเมื่อออกจากงาน: ลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินเมื่อสิ้นสุดการจ้างทุกกรณี เช่น ลาออก, ถูกเลิกจ้าง, เกษียณอายุ, สิ้นสุดสัญญาจ้าง หรือเสียชีวิต
2. ส่วนประกอบของเงิน: เงินที่จะได้รับประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ เงินสะสม (ส่วนของลูกจ้าง), เงินสมทบ (ส่วนของนายจ้าง) และดอกผล
3. ไม่มีเงื่อนไขงวดขั้นต่ำ: ยื่นขอรับเงินได้ทันทีเมื่อออกจากงาน โดยไม่จำกัดจำนวนงวดที่เคยนำส่งเงินสะสม
4. แยกส่วนจากค่าชดเชย: แม้ถูกเลิกจ้างเนื่องจากกระทำความผิดร้ายแรงจนไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย ก็ยังคงมีสิทธิได้รับเงินสะสม เงินสมทบ และดอกผลตามปกติ
ช่องทางและขั้นตอนการยื่นคำขอ
การยื่นด้วยตนเอง:
1. ยื่นผ่านระบบออนไลน์ EWFUND หรือ EWF บนเว็บไซต์กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน โดยใช้แบบ สกล.6 และยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชัน ThaID หรือ ระบบลงทะเบียนปกติ
2. เอกสารประกอบ: ใช้หนังสือรับรองการออกจากงานจากนายจ้างเป็นหลักฐาน
3. กรณีแรงงานต่างชาติ: หากสิ้นสุดการจ้างและต้องเดินทางกลับประเทศ สามารถทำหนังสือมอบอำนาจให้บุคคลอื่นยื่นคำขอแทนได้
การย้ายงานและการคงสถานะสมาชิก
1. กรณีย้ายบริษัท/เปลี่ยนนายจ้าง:
1.1 สิทธิเงินกองทุนฯ ของบริษัทเดิมจะสิ้นสุดลง ลูกจ้างสามารถยื่นขอรับเงินสะสม สมทบ และดอกผลของบริษัทเดิมได้
1.2 ส่วนบริษัทใหม่จะเริ่มนับสิทธิและนำส่งเงินใหม่ตั้งแต่วันเริ่มงาน
2. การลาออกจากกองทุนฯ:
2.1 ไม่สามารถลาออกจากกองทุนฯ เพียงอย่างเดียวในขณะที่ยังทำงานอยู่ได้
2.2 สถานะสมาชิกจะสิ้นสุดต่อเมื่อออกจากงาน หรือเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมาย
การกำหนดผู้รับเงินกรณีลูกจ้างเสียชีวิต (แบบ สกล.5)
1. สถานะของเงิน: เงินกองทุนฯ ไม่ถือเป็นมรดกตามกฎหมายแพ่ง แต่จะจ่ายให้ผู้มีสิทธิตามที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดไว้เป็นการเฉพาะ
2. การยื่นแบบ สกล.5: ลูกจ้างยื่นระบุผู้รับเงินผ่านระบบออนไลน์ EWFUND/EWF ได้ตลอดเวลาที่มีสถานะเป็นสมาชิก โดยไม่ต้องรอให้เกิดเหตุเสียชีวิตก่อน และให้เก็บเอกสารฉบับจริงไว้กับตนเอง
3. การเปลี่ยนแปลงผู้รับเงิน: หากต้องการเปลี่ยนตัวผู้รับเงิน ให้จัดทำแบบ สกล.5 ฉบับใหม่ แล้วแจ้งเรื่องต่อกรมฯ โดยเร็ว
4. ผู้มีสิทธิรับเงิน:
4.1 หากยื่นแบบ สกล.5 ไว้ เงินจะจ่ายให้แก่บุคคลที่ระบุไว้
4.2 หากไม่ได้ยื่นแบบ สกล.5 ไว้ เงินจะถูกนำมาแบ่งในส่วนเท่าๆ กันให้แก่ บุตร, คู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมาย, บิดา และมารดา ที่ยังมีชีวิตอยู่ (หากไม่มีบุคคลดังกล่าว เงินจะตกเป็นของกองทุนฯ)
เงื่อนไขการรับเงิน คืนเงิน และการอุทธรณ์
1. กรณีไม่มารับเงินที่อนุมัติแล้ว:
1.1 เจ้าหนี้จะแจ้งเตือนอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง
1.2 หากปล่อยทิ้งไว้เกิน 10 ปี เงินจะโอนเข้าเป็นรายได้กองทุนฯ แต่ผู้มีสิทธียังสามารถยื่นคำขอรับเงินคืนย้อนหลังได้ตามหลักเกณฑ์
2. กรณีรับเงินโดยไม่มีสิทธิ:
2.1 ต้องนำเงินมาคืนภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง
2.2 หากไม่คืนภายในกำหนดและพ้นระยะเวลาเตือน 30 วัน จะต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี
3. การอุทธรณ์ : หากไม่เห็นด้วยกับผลการพิจารณา สามารถยื่นอุทธรณ์ต่ออธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ทราบผล โดยคำวินิจฉัยของอธิบดีถือเป็นที่สุด

















