ทวงแบบไหน ไม่ผิดกฎหมาย และไม่เสี่ยงโดนฟ้องกลับ
ปัญหาการ ยืมเงินแล้วไม่คืน หรือ ลูกหนี้เหนียวหนี้ เป็นปัญหาที่สร้างความปวดหัวให้กับเจ้าหนี้เป็นอย่างมาก แม้ว่าเจ้าหนี้จะเป็นฝ่ายเสียหายและมีสิทธิ์ตามชอบธรรมในการได้เงินคืน แต่การทวงหนี้ ก็อยู่ภายใต้ พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ ซึ่งมีแนวทางปฏิบัติป้องกันไม่ให้เกิดการละเมิดสิทธิ์
ดังนั้น ก่อนทวงหนี้ต้องรู้กฎหมาย ว่าทวงหนี้แบบไหนไม่ผิดกฎหมาย เพื่อให้ได้เงินคืนอย่างปลอดภัย และไม่เสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องกลับ
เวลาที่กฎหมายอนุญาตให้ทวงหนี้ได้
กฎหมายมีการจำกัดเวลาในการติดต่อทวงถามหนี้ไว้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการโทรศัพท์, การส่งข้อความ หรือการเดินทางไปพบต่อหน้า โดยแบ่งเป็น
วันจันทร์ – วันศุกร์ : สามารถติดต่อได้ตั้งแต่เวลา 08.00 น. ถึง 20.00 น.
วันเสาร์ – วันอาทิตย์ และวันหยุดราชการ : สามารถติดต่อได้ตั้งแต่เวลา 08.00 น. ถึง 18.00 น.
หมายเหตุ : การทวงหนี้นอกเหนือเวลานี้ ถือเป็นการรบกวนและมีความผิดทางกฎหมาย
จำกัดจำนวนครั้งในการทวงหนี้ (1 ครั้งต่อวัน)
เจ้าหนี้สามารถทวงหนี้ได้ ไม่เกิน 1 ครั้งต่อวัน เท่านั้น โดยคำว่า “1 ครั้ง” จะนับเมื่อ มีการโทรศัพท์ไปแล้วลูกหนี้รับสาย และมีการพูดคุยเรื่องหนี้สินกันรู้เรื่อง
มีการส่งข้อความ (SMS/Line) แล้วลูกหนี้เปิดอ่านหรือมีการตอบกลับ หากโทรไปแล้วลูกหนี้ไม่รับสาย หรือส่งข้อความไปแล้วยังไม่ขึ้นว่าอ่าน จะไม่นับเป็น 1 ครั้ง
สิ่งที่เจ้าหนี้ “ทำได้” ตามกฎหมาย
การแสดงตัวตน ทุกครั้งที่ทวงหนี้ เจ้าหนี้ต้องแจ้งชื่อ-นามสกุลจริง หรือชื่อหน่วยงาน วัตถุประสงค์ในการติดต่อให้ชัดเจน
ทวงถามกับตัวลูกหนี้โดยตรง สามารถติดต่อตามที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ หรือช่องทางที่ลูกหนี้เคยให้ไว้
การสอบถามข้อมูลเพื่อติดต่อ หากติดต่อลูกหนี้ไม่ได้ เจ้าหนี้สามารถสอบถามที่อยู่หรือเบอร์ติดต่อจากบุคคลอื่น (เช่น พ่อแม่ หรือเพื่อน) ได้ แต่ห้ามบอกบุคคลเหล่านั้นว่าลูกหนี้ติดเงินเด็ดขาด
สิ่งที่เจ้าหนี้ “ห้ามทำเด็ดขาด” (เสี่ยงคุกและปรับเงิน)
การทวงหนี้ด้วยอารมณ์อาจทำให้เจ้าหนี้กลายเป็นฝ่ายผิดได้หากทำพฤติกรรมดังต่อไปนี้
การประจานในโลกโซเชียล :
การโพสต์โซเชียลมีเดียต่างๆแฉพฤติกรรม, แท็กชื่อลูกหนี้ หรือส่งรูปประจานในกลุ่มไลน์ ถือเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา และผิด พ.ร.บ.ทวงหนี้
การใช้ความรุนแรงหรือข่มขู่ :
การขู่ว่าจะทำร้าย, ขู่จะไปพังบ้าน หรือใช้คำหยาบคายดูหมิ่น รวมถึงการส่งเอกสารที่ทำให้เข้าใจผิด เช่น การส่งจดหมายทวงหนี้ที่จงใจเลียนแบบตราครุฑ หรือทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นเอกสารจากศาลหรือตำรวจ
การทวงหนี้ กับคนที่ไม่ใช่ลูกหนี้ :
การไปกดดันให้พ่อแม่ หรือสามี-ภรรยามารับผิดชอบชดใช้แทน (ยกเว้นบุคคลนั้นจะเป็นผู้ค้ำประกันตามสัญญา) มีโทษทางอาญาจำคุก 1 ปี หรือปรับ 1 แสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
การแสดงที่สื่อถึงการทวงหนี้ :
ห้ามใช้ข้อความ เครื่องหมาย สัญลักษณ์ หรือชื่อทางธุรกิจ บนซองจดหมายหรือสื่อใด ๆ ให้บุคคลอื่นเข้าใจว่าติดต่อเพื่อทวงหนี้
การติดต่อเพื่อให้ได้ข้อมูล :
ห้ามติดต่อหรือทำให้ผู้ติดต่อด้วยเข้าใจผิด เพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ติดต่อของลูกหนี้
สนใจบริการติดต่อ : คุณกัญทิมา หุมากรณ์ 02-596-0500 ต่อ 327
FAQ กฎหมายทวงหนี้ 5 ข้อ
1. เจ้าหนี้สามารถทวงถามหนี้ได้วันละกี่ครั้ง?
กฎหมายไม่ได้กำหนดเพียงตัวเลขว่าทวงหนี้ได้กี่ครั้งต่อวัน แต่การทวงถามหนี้ต้องไม่ใช้วิธีการที่ไม่เหมาะสม ข่มขู่ ดูหมิ่น หรือรบกวนลูกหนี้เกินสมควร ทั้งนี้ ผู้ทวงถามหนี้ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
2. เจ้าหนี้สามารถโทรทวงหนี้ในเวลาไหนได้บ้าง?
โดยหลัก การติดต่อเพื่อทวงถามหนี้ต้องอยู่ภายในช่วงเวลาที่กฎหมายกำหนด โดยวันจันทร์ถึงวันศุกร์สามารถติดต่อได้ในช่วงเวลาที่กำหนด และวันหยุดราชการมีข้อจำกัดด้านเวลาแตกต่างกัน การโทรหรือส่งข้อความนอกเวลาที่กฎหมายกำหนดอาจเข้าข่ายการทวงถามหนี้ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
3. เจ้าหนี้สามารถโทรไปหาญาติ เพื่อน หรือที่ทำงานของลูกหนี้เพื่อทวงหนี้ได้หรือไม่?
โดยทั่วไป ผู้ทวงถามหนี้ไม่ควรเปิดเผยว่าบุคคลนั้นเป็นหนี้หรือมีหนี้ค้างชำระแก่บุคคลอื่น และการติดต่อบุคคลอื่นต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด การโทรไปหาญาติ เพื่อน หรือสถานที่ทำงานเพื่อเปิดเผยเรื่องหนี้ อาจเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายได้
4. การข่มขู่ ดุด่า หรือประจานลูกหนี้เพื่อให้ชำระหนี้ทำได้หรือไม่?
ไม่สามารถทำได้ การทวงถามหนี้ต้องไม่ใช้ข้อความหรือพฤติกรรมที่เป็นการข่มขู่ ใช้ความรุนแรง ดูหมิ่น หรือทำให้ลูกหนี้ได้รับความอับอาย รวมถึงการนำเรื่องหนี้ไปเปิดเผยต่อบุคคลอื่นเพื่อกดดันให้ชำระหนี้ อาจมีความผิดตามกฎหมาย
5. หากถูกทวงหนี้ไม่เป็นธรรม ลูกหนี้ควรทำอย่างไร?
ลูกหนี้ควรเก็บหลักฐานการทวงถามหนี้ เช่น บันทึกการสนทนา ข้อความ SMS แชต เบอร์โทรศัพท์ วันและเวลาที่ติดต่อ รวมถึงเอกสารที่เกี่ยวข้อง จากนั้นสามารถร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอคำแนะนำและดำเนินการตามสิทธิของตนเองได้

















