การทำธุรกิจร่วมกับเพื่อน เพื่อป้องกัน การถูกเอาเปรียบ และรักษาความสัมพันธ์ไว้ จำเป็นต้องแยก มิตรภาพ ออกจาก ความสัมพันธ์ทางธุรกิจ โดยใช้เครื่องมือทางกฎหมายที่ชัดเจน ดังนี้
1. การเลือกรูปแบบองค์กรทางธุรกิจ
รูปแบบธุรกิจที่คุณเลือกจะกำหนด ขอบเขตความรับผิด (เมื่อธุรกิจเป็นหนี้ คุณต้องควักกระเป๋าตัวเองจ่ายแค่ไหน) และ อำนาจในการควบคุม (ใครเป็นคนตัดสินใจ)
2. สาระสำคัญที่ต้องระบุในสัญญา
การมีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรที่รัดกุมคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด โดยควรครอบคลุมประเด็นดังต่อไปนี้
การลงหุ้น : ระบุให้ชัดเจนว่าลงด้วยอะไร (เงินสด, ทรัพย์สิน หรือแรงงาน) หากเป็นทรัพย์สินต้องมีการประเมินมูลค่าให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย
การแบ่งผลกำไรและขาดทุน : กำหนดสัดส่วนการแบ่งให้ชัดเจนตามที่ตกลง
หน้าที่และอำนาจจัดการ : ระบุขอบเขตอำนาจของแต่ละคนให้ชัด (เช่น ใครมีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท, ใครดูแลการเงิน) เพื่อป้องกันการใช้อำนาจเกินขอบเขต
กระบวนการตัดสินใจ : กำหนดเรื่องสำคัญ (เช่น การกู้ยืมเงิน, การเปลี่ยนประเภทธุรกิจ) ให้ต้องใช้ มติเอกฉันท์ หรือ มติเสียงข้างมากพิเศษ เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายที่มีเสียงมากกว่าตัดสินใจในเรื่องที่กระทบส่วนรวมโดยไม่เป็นธรรม
ข้อกำหนดไม่แข่งขันทางการค้า: ห้ามมิให้หุ้นส่วนประกอบกิจการที่มีลักษณะอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับธุรกิจเดิม เว้นแต่จะได้รับความยินยอม
กลยุทธ์การออกจากธุรกิจ : ระบุเงื่อนไขการถอนหุ้น, การขายหุ้นคืนให้เพื่อนก่อน , หรือกรณีที่หุ้นส่วนเสียชีวิต/ล้มละลาย เพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้
3. การคุ้มครองทางกฎหมายเมื่อเกิดปัญหา
หากมีการบริหารงานที่ไม่เป็นธรรมหรือมีการทุจริต กฎหมายมีกลไกคุ้มครองดังนี้
การฟ้องร้องแทนบริษัท: หากกรรมการทำให้บริษัทได้รับความเสียหาย และบริษัทไม่ดำเนินการฟ้องร้อง ผู้ถือหุ้นคนใดคนหนึ่งสามารถฟ้องร้องกรรมการแทนบริษัทได้
การเปลี่ยนแปลงข้อตกลง: การจะเปลี่ยนแปลงข้อสัญญาเดิมของห้างหุ้นส่วน โดยปกติจะต้องได้รับความยินยอมจากหุ้นส่วนทุกคน
สรุปคำแนะนำ: การทำสัญญาที่ชัดเจนและผ่านการตรวจสอบโดยนักกฎหมายไม่ใช่การไม่ไว้ใจเพื่อน แต่คือการสร้าง กติกา ที่จะช่วยรักษาทั้งธุรกิจและมิตรภาพให้ยั่งยืน
สนใจบริการติดต่อ : คุณกัญทิมา หุมากรณ์ 02-596-0500 ต่อ 327

















