สูตรการคำนวณและอัตรานำส่ง
อัตราการนำส่งถูกแบ่งออกเป็น 2 ระยะ เพื่อลดภาระให้นายจ้างและลูกจ้าง
ระยะที่ 1 (1 ต.ค. 2569 – 30 ก.ย. 2574): หักเงินสะสม (ลูกจ้าง) 0.25% และเงินสมทบ (นายจ้าง) 0.25% ของค่าจ้าง
ระยะที่ 2 (ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2574 เป็นต้นไป): ปรับเพิ่มเป็นฝ่ายละ 0.5% ของค่าจ้าง
สูตรการคำนวณ: ค่าจ้างรวมในเดือนนั้น x อัตราที่กำหนด (เช่น 0.25%) = จำนวนเงินที่ต้องนำส่ง (ต่อฝ่าย)
ฐานค่าจ้างที่ใช้คำนวณ
กฎหมายให้คำนวณจาก “ค่าจ้าง” ตามนิยามของ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่เงินเดือนพื้นฐาน และ
“ไม่มีเพดานขั้นต่ำหรือขั้นสูง” เหมือนประกันสังคม
สิ่งที่ต้องนำมารวมคำนวณ: เงินเดือน, เงินประจำตำแหน่ง, ค่าครองชีพ, ค่าคอมมิชชัน (ที่จ่ายตามผลงาน), และเงินที่นายจ้างจ่ายเหมาจ่ายทุกเดือนในจำนวนที่แน่นอนเพื่อตอบแทนการทำงาน (เช่น ค่าน้ำมันหรือค่าโทรศัพท์เหมาจ่ายโดยไม่ต้องมีใบเสร็จ)
สิ่งที่ไม่ต้องนำมารวมคำนวณ: ค่าล่วงเวลา (OT), โบนัส, เบี้ยขยัน, และเงินสวัสดิการที่จ่ายตามการใช้งานจริง (เช่น ค่าน้ำมันที่เบิกตามใบเสร็จ)
ตัวอย่างการคำนวณ

ข้อควรระวัง : หากคำนวณผิดหรือนำส่งไม่ครบ นายจ้างจะต้องจ่าย เงินเพิ่มร้อยละ 5 ต่อเดือน ของจำนวนเงินที่ยังขาดอยู่ ดังนั้นการใช้ระบบ Payroll ที่น่าเชื่อถือและตั้งค่าให้สอดคล้อง กับนิยาม “ค่าจ้าง” จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก
แนวทางการปรับระบบ Payroll สำหรับ HR
เพื่อให้ระบบทำงานได้ถูกต้องและลดข้อผิดพลาด HR ควรดำเนินการดังนี้
– คัดกรองพนักงาน: แยกกลุ่มพนักงานที่ ไม่ได้เป็นสมาชิก PVD (รวมถึงพนักงานทดลองงาน) เพื่อให้ระบบเริ่มหักเงิน EWF
– ตั้งค่าประเภทเงินได้ (Earnings Code): กำหนดในระบบ Payroll ว่ารายได้ประเภทใดบ้างที่ถือเป็น “ค่าจ้าง” เพื่อนำมาเป็นฐานคำนวณ EWF
– ตั้งค่าเพดานการคำนวณ: ตรวจสอบว่าระบบไม่มีการจำกัดเพดานค่าจ้างเหมือนประกันสังคม เนื่องจาก EWF คำนวณจากค่าจ้างจริงทั้งหมด
– กำหนดรอบการนำส่ง: ระบบต้องสรุปยอดเพื่อให้นายจ้างนำส่งเงินภายใน วันที่ 15 ของเดือนถัดไป
– เตรียมแบบฟอร์ม: เตรียมระบบเพื่อส่งออกรายงานตามแบบฟอร์ม สกล.3 (รายชื่อลูกจ้าง) เพื่อยื่นต่อกรมสวัสดิการฯ
สนใจบริการติดต่อ : คุณกัญทิมา หุมากรณ์ 02-596-0500 ต่อ 327

















