ปี 2569 ผู้ประกันตนมาตรา 33 ต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่ม จากการปรับฐานค่าจ้างสูงสุดเป็น 17,500 บาท แต่สิทธิประโยชน์ที่ได้รับก็เพิ่มตาม ทั้งกรณีเจ็บป่วย ว่างงาน คลอดบุตร และบำนาญชราภาพ บทความนี้สรุปให้ชัดว่า “จ่ายเพิ่มเท่าไร” และ “ได้สิทธิเพิ่มอะไรบ้าง”
การปรับฐานค่าจ้าง
การปรับฐานค่าจ้างสูงสุดในการคำนวณเงินสมทบประกันสังคมตามมาตรา 33 จาก 15,000 บาท เป็น 17,500 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ส่งผลให้ผู้ประกันตนที่มีค่าจ้างถึงฐานต้องส่งเงินสมทบเพิ่ม และมีผลต่อการคำนวณสิทธิประโยชน์บางกรณี
การปรับฐานค่าจ้างและเงินสมทบ
ฐานค่าจ้างสูงสุด
• เกณฑ์เดิม 15,000 บาท
• เกณฑ์ใหม่ 17,500 บาท
อัตราเงินสมทบ
• เกณฑ์เดิม 750 บาท
• เกณฑ์ใหม่ 875 บาท
*ผู้ที่มีค่าจ้างต่ำกว่า 17,500 บาท ยังคำนวณเงินสมทบจากค่าจ้างจริง ไม่ได้รับผลจากการปรับฐานนี้

เงินทดแทนการขาดรายได้
ประสบอันตราย / เจ็บป่วย
• เพดานเดิม 7,500 บาท/เดือน
• เพดานใหม่ 8,750 บาท/เดือน
ทุพพลภาพ
• เพดานเดิม 7,500 บาท/เดือน
• เพดานใหม่ 8,750 บาท/เดือน
ว่างงาน (เลิกจ้าง)
• เพดานเดิม 7,500 บาท/เดือน
• เพดานใหม่ 8,750 บาท/เดือน
ว่างงาน (ลาออก)
• เพดานเดิม 4,500 บาท/เดือน
• เพดานใหม่ 5,250 บาท/เดือน

กรณีคลอดบุตร – ตาย
เงินสงเคราะห์คลอดบุตร
• เพดานเดิม 22,500 บาท
• เพดานใหม่ 26,250 บาท
เงินสงเคราะห์กรณีตาย (ส่งครบตั้งแต่ 120 เดือนขึ้นไป)
• เพดานเดิม 90,000 บาท
• เพดานใหม่ 105,000 บาท

เงินบำนาญชราภาพ
เมื่อฐานการคำนวณเป็น 17,500 บาท จะทำให้ผู้ประกันตนและนายจ้างออมรวมกัน 1,050 บาทต่อเดือน และเมื่อจ่ายครบ 60 เดือน และส่งสมทบครบ 180 เดือน เงินบำนาญขั้นต่ำจะเพิ่มขึ้นเป็น 3,500 บาท/เดือน (จากเดิม 3,000 บาท)
อ่านบทความนี้เพิ่มเติม
ในวารสาร HR Society ฉบับเดือนมกราคม 2569
อ่านบทความอื่นๆ
ทางเลือก สิทธิประกันสังคม เมื่อออกจากงาน
ลูกจ้างควรรู้! สิทธิประกันสังคมกรณีสงเคราะห์บุตร
การรักษาสิทธิที่พึงได้รับความคุ้มครองจาก “กองทุนประกันสังคม”


















